เปิดโลกเทคโนโลยี AR ด้วยการเรียนรู้แบบ Active Learning

ในการจัดการเรียนการสอน คุณครูมักจะเจอปัญหาหนึ่งบ่อยมาก คือเนื้อหาหลายอย่างเป็นนามธรรม เด็กต้อง “นึกภาพเอง” เช่น โครงสร้างภายใน ระบบการทำงาน หรือกระบวนการต่าง ๆ ซึ่งสำหรับเด็กบางคน อาจจะยาก และพอไม่เห็นภาพ ก็จะเริ่มไม่เข้าใจ แล้วก็ไม่อยากเรียนต่อ สิ่งที่ลองปรับคือ เปลี่ยนจากการอธิบายอย่างเดียว ให้เด็ก “ได้เห็น” และ “ได้ลองสำรวจ” มากขึ้น โดยใช้ AR เป็นตัวช่วยเสริมในบางช่วงของบทเรียน

หลายครั้งที่จัดการเรียนการสอน คุณครูสอนเต็มที่ อธิบายละเอียด แต่สุดท้ายเด็กยังเงียบไม่ใช่ไม่ตั้งใจ…แต่เขานึกภาพไม่ออกจริง ๆ เลยลองเปลี่ยนวิธีเล็ก ๆ จากการเล่าให้เขาได้ “เห็นของจริงในแบบจำลอง” โดยใช้ AR เข้ามาช่วยในบางจังหวะของคาบ สิ่งที่เปลี่ยนไปคือบรรยากาศในห้องเลยค่ะ

ตัวอย่างการจัดกิจกรรม STEAM

การเรียนรู้เชิงโต้ตอบ (Interactive Learning) ผู้ใช้สามารถเดินรอบวัตถุ ,ขยาย หรือแตะชิ้นส่วนต่าง ๆ เพื่อศึกษาการทำงานของเครื่องจักร,วิทยาศาสตร์,อวกาศ, หรือผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ได้อย่างใกล้ชิด โดยการใช้แอป JigSpace เพื่อนำไปสู้การเรียนรู้ในชั้นเรียน โดยให้ผู้เรียนเรียนรู้จากเทคโนโลยี AR

ตัวอย่างการจัดกิจกรรม วิชา วิทยาศาสตร์

แบบจำลองระบบย่อยอาหารผ่านแอปพลิเคชัน “ร่างกายมนุษย์” จากนั้นครูให้นักเรียนแต่ละกลุ่มออกแบบสร้างแบบจำลองบรรยายลักษณะและหน้าที่ของอวัยวะต่าง ๆ ในระบบย่อยอาหาร ว่าเมื่อรับประทานอาหารเข้าไป ปาก ลิ้น ต่อมน้ำลายจะทำการย่อย แล้วส่งอาหารผ่านไปยังหลอดอาหารไปยังกระเพาะอาหาร แล้วส่งต่อไปยังลำไส้เล็กและดูดซุมเข้าสู่กระแสเลือด จากนั้นกากอาหารจะถูกส่งไปยังลำไส้ใหญ่และถูกขับออกเป็นอุจจาระทางทวารหนัก ซึ่งทำให้นักเรียนสามารถมองเห็นภาพได้มากยิ่งขึ้น

ผลงานนักเรียนจากการเรียนรู้ผ่านแอป "ร่างกาย"

ในการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคโนโลยี AR เข้ามาช่วย จากห้องที่ต้องคอยเรียกความสนใจ กลายเป็นห้องเรียนแบบ Active Learning เด็กเดินเข้ามาดูเอง ชี้เอง คุยกันเองผลที่เกิดขึ้นค่อนข้างชัดเจนเลยค่ะ เด็กจะหยุดฟังเองโดยไม่ต้องเรียก มีคำถามมากขึ้น แล้วก็เริ่มอธิบายในแบบของตัวเองได้ จากเดิมที่ต้องคอยบอกว่า “จำแบบนี้นะ” กลายเป็น “ลองดู แล้วคิดว่าเกิดอะไรขึ้น” เราเองก็เปลี่ยนบทบาทนิดหน่อยจากคนอธิบายหน้าห้อง มาเป็นคนคอยถาม คอยชวนคิด เช่น เห็นอะไรบ้าง คิดว่าทำไมถึงเป็นแบบนี้ ถ้าเปลี่ยนตรงนี้ ผลจะเป็นยังไง มันอาจจะไม่ใช่การสอนที่เร็วที่สุดแต่เป็นการเรียนที่เด็ก “เข้าใจจริง” มากขึ้น

การจัดการเรียนแบบข้างต้น ถือได้ว่าเป็นห้องเรียนอีกแบบหนึ่งที่มุ่งเน้น Active Learning ให้กับผู้เรียน เทคโนโลยีไม่ใช่ตัวหลักแต่เป็นแค่ตัวช่วย สิ่งสำคัญคือเราจะออกแบบให้เด็ก “ได้คิด” ยังไงมากกว่า วิทยาศาสตร์จะไม่ยาก ถ้าเด็ก “ได้เห็น”แทนที่จะต้อง “นึกภาพ” การใช้AR ไม่ใช่การเพิ่มลูกเล่นในห้องเรียนแต่คือการเปลี่ยนวิธีเรียนรู้ จากการฟังเป็นการเข้าใจด้วยตัวเองเด็กไม่ได้แค่จำเนื้อหาแต่เริ่มอธิบายเหตุผลและตั้งคำถามได้สุดท้ายแล้วสิ่งที่เปลี่ยนจริง ๆ ไม่ใช่แค่บรรยากาศในห้องแต่คือ “คุณภาพของความเข้าใจ” ของผู้เรียน

ผู้จัดการเรียนการสอน

ค้นหาไอเดียบทเรียน AR เพิ่มเติม

https://education.apple.com/learning-center/T034445A?backTo=https:%2F%2Feducation.apple.com%2Fdiscussion%2F250015028

https://education.apple.com/learning-center/T058340A?backTo=%2Flearning-center%2FT031490A-th_TH%3FbackTo%3D%2Fsearch%2Fcontent%3Fquery%3DAR%26page%3D1


0 replies